ข้อมูลองค์กร


สารจากแสนสิริ

     ปี 2563 ทั่วโลกได้เผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจทั่วโลก และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ แสนสิริเองได้พยายามที่จะดูแลพนักงานและลูกบ้านทุกคนอย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อให้เราทุกคนสามารถผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่ให้บริการด้านการดูแลบริหารอาคาร ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มความสามารถ ในการให้บริการลูกบ้านในช่วงเวลาที่ถูก Lockdown รวมถึงการบริการลูกบ้านที่ต้องกักตัวตามมาตรการของรัฐบาล ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า สินค้าและบริการจากแสนสิริ และบริษัทในเครือจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ สำหรับลูกบ้านของเราทุก ๆ คน


     ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นตัวค่อนข้างนาน ประกอบกับความไม่แน่นอนของปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทางแสนสิริจึงได้ทำการปรับตัวเพื่อให้พร้อมรับกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้อยู่เสมอ โดยนับตั้งแต่มีการเริ่มแพร่ระบาดในประเทศไทย บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการรายแรก ๆ ที่ได้ดำเนินกลยุทธ์ในการระบายสินค้าคงเหลือ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและสภาพคล่อง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่รอดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน


     นอกจากนี้ ทางแสนสิริยังได้ปรับกลยุทธ์โดยหันมาเน้นผลิตภัณฑ์แนวราบมากขึ้น ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของตลาด ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพทางการเงินและที่ดินที่มี ทำให้บริษัทฯ มีความยืดหยุ่นในการวางแผนและการเปิดตัวโครงการ โดยทางบริษัทฯ ได้ทำการติดตามสภาวะตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำการปรับแผนงานให้ตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่ผันผวนได้อย่างทันท่วงที


     ในปี 2563 แสนสิริได้เปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งหมด 12 โครงการ มูลค่ารวม 14,900 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่ารวม 5,300 ล้านบาท โครงการทาวน์โฮม 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท โครงการประเภทมิกซ์ 5 โครงการ มูลค่ารวม 5,600 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 1,500 ล้านบาท อีกทั้ง บริษัทฯ มีการส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ทั้งหมด 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 22,900 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่พัฒนาภายใต้แสนสิริ 7 โครงการ และโครงการภายใต้การร่วมทุนกับกลุ่มบีทีเอส และการร่วมทุนกับกลุ่มโตคิว คอร์ปอเรชั่น รวมอีก 2 โครงการ


     จากกลยุทธ์ในการระบายสินค้าคงเหลือในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างล้นหลามจากตลาด ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถปิดการขายโครงการกว่า 35 โครงการภายในปีนี้ รวมถึงสามารถสร้างยอดโอนสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 44,647 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์แสนสิริ


     นอกจากการดำเนินธุรกิจหลักในปี 2563 นี้ด้วยความระมัดระวังแล้ว แสนสิริยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเช่นทุกปี อาทิ ความร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ ในการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนทั่วโลกผ่านโครงการต่าง ๆ การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน Sansiri Green Mission และยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยในปี 2563 บริษัทฯ ได้รับโล่เกียรติคุณหุ้นยั่งยืนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ Thailand Sustainability Investment (THSI) ประจำปี 2563 อีกด้วย


     สุดท้ายนี้ ในฐานะตัวแทนของบริษัทฯ ผมต้องขอขอบคุณพนักงานและผู้บริหารของบริษัทฯ ทุกคนที่ทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ COVID-19 และฝ่าฟันภาวะเศรษฐกิจอันผันผวน เพื่อก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน รวมถึงพันธมิตร คู่ค้า ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ ตลอดจนสื่อมวลชน ที่ได้ให้การสนับสนุนบริษัทฯ มาโดยตลอด และหวังว่าจะยังได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านอย่างดีในปีต่อ ๆ ไป



อภิชาติ จูตระกูล
ประธานกรรมการและประธานอำนวยการ

อภิชาติ จูตระกูล ประธานกรรมการและประธานอำนวยการ