โครงการแนะนำจากแสนสิริ

ข้อมูลองค์กร

ประวัติความเป็นมา


ปี 2527

จดทะเบียนก่อตั้งเป็นบริษัท จำกัด เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2527 ในนามบริษัท แสนสราญ โฮลดิ้ง จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1,000,000 บาท โดยมีผู้เริ่มก่อตั้งบริษัท คือ กลุ่มจูตระกูล และมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ปี 2531

บริษัท แสนสำราญ จำกัด ได้เริ่มเข้าสู่ธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โครงการแรก คือ โครงการบ้านไข่มุก ซึ่งเป็นอาคารชุดริมหาดหัวหิน มีมูลค่าต้นทุนโครงการประมาณ 250 ล้านบาท และประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้บริษัท แสนสำราญ โฮลดิ้ง จำกัด ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้สึกของลูกค้าในด้านของการพัฒนาโครงการคุณภาพในตลาดระดับสูง

ปี 2536

บริษัท แสนสำราญ โฮลดิ้ง จำกัด เปิดตัวโครงการอาคารพักอาศัย “บ้านแสนสิริ” ในซอยมหาดเล็กหลวง 2 ถนนราชดำริ ซึ่งเป็นพื้นที่เช่าจากสำนักงานพระคลังข้างที่ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 615 ล้านบาท

ปี 2537

ผู้ถือหุ้นของกลุ่มล่ำซำได้เข้ามาถือหุ้นจำนวนร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนของบริษัท แสนสำราญ โฮลดิ้ง จำกัด และได้ทำการเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัท แสนสิริ จำกัด”

ปี 2538

จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ในนาม “บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)” เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 และเพิ่มทุนจดทะเบียนขึ้นอีก 100 ล้านบาท รวมเป็นทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 645.5 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 10 ล้านหุ้นเพื่อทำการเสนอขายต่อประชาชน

ปี 2539

หุ้นสามัญของบริษัทได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกำหนดวันเริ่มทำการซื้อขายได้ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไป พร้อมทั้งจัดตั้งบริษัทในเครือ คือ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ให้บริการด้านบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ปี 2540

ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ตัดสินใจขายโครงการทั้งหมดออกสู่ตลาดและดำเนินการแก้ไขและชำระหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่อย่างรวดเร็ว

ปี 2541

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ขยายการประกอบธุรกิจไปยังด้านงานบริหารอาคาร บริหารทรัพย์สิน และการขายโดยจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อดำเนินธุรกิจดังกล่าว ภายใต้ชื่อบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด อันส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทครอบคลุมครบวงจรมากยิ่งขึ้น และส่วนหนึ่งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มอันเป็นการส่งเสริมโครงการที่อยู่ในการพัฒนาของบริษัทด้วย

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของประเทศไทยที่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพ ISO 9001 : 2000 จาก BVQI

ปี 2542

ผู้ร่วมทุนจากต่างประเทศ คือ สตาร์วูด ไทยแลนด์ คอร์เปอเรชั่น (ซึ่งอยู่ในกลุ่มสตาร์วูด แคปปิตอล กรุ๊ป แอล. แอล. ซี.) ได้จัดตั้งกองทุนเปิด สตาร์วูด ไทยแลนด์ คันทรี 1 และเข้าร่วมกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ และชนะการประมูลทรัพย์สินครั้งที่ 12 ที่จัดโดยองค์กรเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส.

ปี 2543

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆที่ทำการปรับโครงสร้างหนี้เสร็จสิ้นภายหลังจากเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2540

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่ จากเดิมที่เป็นการพัฒนาอาคารสูงในเขตใจกลางเมืองไปสู่การพัฒนาที่ดินแนวราบ อันได้แก่ โครงการบ้านจัดสรร และมีการขยายโครงการจัดสรรบ้านและที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปี 2544

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวแห่งแรก คือ โครงการนาราสิริ วัชรพล

ปี 2545-2546

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลงทุนเพิ่มขึ้นในธุรกิจโรงแรม อพาร์ตเมนต์ และอาคารพาณิชย์ให้เช่า ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใจกลางย่านธุรกิจที่สำคัญ โดยเป็นการลงทุนโดยตรงและในรูปแบบการเข้าถือหุ้นและร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ

ปี 2547

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เพิ่มทุนขึ้นอีกประมาณ 2,946 ล้านบาท โดยเสนอขายหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตราส่วน 3 หุ้นเดิม ต่อ 2 หุ้นสามัญใหม่ ในราคาหุ้นละ 5 บาท ซึ่งบริษัทฯได้นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนดังกล่าวไปซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร เซอร์วิส จำกัด เปิดให้บริการข้อมูลที่อยู่อาศัยผ่านเครือข่าย AIS โดยเปิดบริการภายใต้ชื่อ “Home and I”

ปี 2548

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงจำหน่ายไปซึ่งหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท ริชชี่ โฮลดิ้ง อัลลายแอนซ์ จำกัด (ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมโซฟิเทล สีลม กรุงเทพฯ) ให้แก่ บริษัท แอลจีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทในเครือของ LaSalle Asia Opportunity II S.A.R.L) ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดสุทธิเป็นมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว ส่วนหนึ่งนำไปลดภาระเงินกู้สถาบันการเงินเพื่อเพิ่มวินัยทางการเงิน โดยการปรับลดสัดส่วนหนี้ต่อทุนให้ต่ำลงอันทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้น

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ บ้านแสนสิริ (SIRIPF) จัดตั้งโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ซื้อทรัพย์สินโครงการเพื่อเช่า “บ้านแสนสิริ สุขุมวิท” จำนวน 25 หลัง มูลค่า 850 ล้านบาท ซึ่งกองทุนนี้มีสิทธิในการขายทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้กับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (Put Option) ณ ปลายปีที่ 5 ด้วยราคาที่ซื้อ ณ วันปัจจุบัน

ปี 2549

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวแห่งแรก คือ โครงการนาราสิริ วัชรพล

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ปภานัน จำกัด ในสัดส่วนร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจ และสร้างผลประโยชน์ร่วม (Synergy) กับธุรกิจหลักของบริษัท ซึ่งได้แก่ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรม

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ลงทุนเพิ่มเติมในบริษัท แสนสิริ เวนเจอร์ จำกัด (”SV”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ด้วยการซื้อหุ้นสามัญของ SV ทั้งหมดที่บริษัท ยูนิเวนเจอร์ แอสแซท แมเนจเม้นท์ จำกัด ถืออยู่ร้อยละ 49 ของทุนที่ชำระแล้วของ SV โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ

ปี 2550

บริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ N-park ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับแรกของแสนสิริในขณะนั้น โดยถือหุ้นอยู่ที่ร้อยละ 24.9 ได้ทำการขายหุ้นแสนสิริให้กับกลุ่มผู้ลงทุนจากฮ่องกงภายใต้การนำของ ดร.อัลลิน่า ซาลิม ซึ่งจากการขายหุ้นดังกล่าว เป็นผลให้ N-park ลดสัดส่วนการถือหุ้นแสนสิริลงเหลือเพียงร้อยละ 4.26 ของหุ้นที่เรียกชำระแล้ว และไม่อยู่ในฐานะของผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับแรกของแสนสิริอีกต่อไป

โครงการบ้านแสนสิริ สุขุมวิท ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับสูงของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล ”Asia’s Best Residential Project of the year 2006” จาก Asia Pacific Commercial Real Estate Award

ปี 2551

Trendy Plus Investment Limited เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับแรกโดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ร้อยละ 13.46 ของทุนที่ชำระแล้ว

ปี 2552

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) นับเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรก ที่ออกบัตรเครดิตร่วมกับธนาคารพาณิชย์ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และบริการพิเศษแก่ลูกค้า

ปี 2553

บริษัท ที.เอส.สตาร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจประเภท Holding Company โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน (กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ) เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทดังกล่าว ได้ทำการซื้อหุ้นจากกองทุนต่างชาติ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 318,174,400 หุ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในแสนสิริจากเดิมร้อยละ 2.52 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 24.10 ของทุนที่เรียกชำระแล้ว ส่งผลให้กลุ่มนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับแรกของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 เป็นต้นมา

ปี 2554

เปิดตัวตราสัญลักษณ์ใหม่ของบริษัท เพื่อยกระดับแบรนด์แสนสิริเหนือคู่แข่ง

ปี 2555

แสนสิริขยายธุรกิจครั้งใหญ่ไปสู่จังหวัดอื่นๆ เพื่อให้ครบทุกภาคในประเทศ รวมทั้ง เชียงใหม่ ภูเก็ต หัวหิน ขอนแก่น พัทยา และเขาใหญ่