การปรับปรุงภูมิทัศน์รอบบ้านเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มความน่าอยู่
หลายคนเลือกที่จะปลูกหญ้าเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวที่สดชื่น
แต่ทราบหรือไม่ว่าการปลูกหญ้าหน้าบ้านไม่ได้ให้แค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยดูดซับและคายความร้อน
ทำให้บริเวณรอบบ้านเย็นลงได้จริง อย่างไรก็ตาม หญ้ามีหลายสายพันธุ์ การเลือกชนิดของหญ้าปลูกหน้าบ้าน
ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและการใช้งานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้สนามหญ้าที่สวยงาม ทนทาน และดูแลรักษาง่าย
ปลูกสนามหญ้าหน้าบ้านดีอย่างไร?
การมีสนามหญ้าหน้าบ้านไม่ได้ให้เพียงความสวยงามเท่านั้น
แต่ยังช่วยลดความร้อนสะสมบนพื้นดินและลดแสงสะท้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นและเย็นสบายขึ้น
อีกทั้งยังเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งของครอบครัว ช่วยดักจับฝุ่นละอองในอากาศ และเสริมมูลค่าให้กับตัวบ้าน
การปลูกหญ้าจึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งในด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย
สายพันธุ์หญ้ายอดนิยมที่นิยมปลูกหน้าบ้านมีอะไรบ้าง?
การเลือกสายพันธุ์หญ้าที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสนามหญ้าที่สมบูรณ์แบบ เราได้รวบรวม 6
สายพันธุ์ยอดนิยมที่เหมาะกับสภาพอากาศในประเทศไทยมาให้พิจารณา
-
หญ้าญี่ปุ่น
หญ้าญี่ปุ่น (Japanese Lawn Grass) เป็นสายพันธุ์ที่มาจากแถบเอเชียตะวันออก มีจุดเด่นที่ใบละเอียดเล็ก
สีเขียวเข้มสวยงาม ให้สัมผัสที่หนาแน่นเมื่อขึ้นเต็มพื้นที่แล้ว
เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการความสวยงามเป็นพิเศษ มี 2 ชนิด คือ ชนิดใบกว้าง และ ชนิดใบกลม
- ลักษณะ: ลำต้นมีขนาดเล็กและแข็ง ใบมีสีเขียวเข้ม ปลายใบแหลมและแข็งกระด้างเมื่อสัมผัส
ในไทยนิยมปลูกชนิดใบกลมซึ่งมีขนาดเล็กและละเอียดกว่าชนิดใบกว้าง
- ข้อดี: มีความสวยงามสูง ทนทานต่ออากาศร้อนและสภาพแห้งแล้งได้ดี
เมื่อปลูกหญ้าจนรากเดินเต็มที่แล้วจะมีความแข็งแรงและตายยาก
- ข้อเสีย: เติบโตช้าในช่วงแรก ใบมีความแข็งกระด้าง อาจระคายเคืองผิวหนัง
ต้องใช้ความถี่ในการตัดแต่งสูง หากปล่อยให้ยาวเกินไปจะตัดลำบาก
- วิธีการปลูก: เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว สามารถปลูกได้ทั้งแบบปูเป็นแผ่น
หรือแยกเป็นกอเล็กๆ ปักลงดิน
- วิธีการดูแล: ต้องการแสงแดดจัดตลอดวันและต้องการน้ำในปริมาณมาก
แต่ไม่ชอบพื้นที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง ควรตัดแต่งทุก 5-10 วันเพื่อให้ใบสั้นและสวยงาม
- พื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูก:
เหมาะสำหรับสวนหย่อมหรือพื้นที่ที่เน้นความสวยงามเป็นหลัก และมีเวลาในการดูแลตัดแต่งอย่างสม่ำเสมอ
-
หญ้านวลน้อย
หญ้านวลน้อย (Manila Grass) คือ สายพันธุ์พื้นเมืองของไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการนำมา
ปลูกหญ้าหน้าบ้าน เนื่องจากคุณสมบัติที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีและดูแลง่าย
- ลักษณะ: ใบมีสีเขียวอ่อน ขนาดปานกลาง ไม่แข็งกระด้างเท่าหญ้าญี่ปุ่น
ให้สัมผัสที่นุ่มนวลกว่า สามารถแผ่ขยายคลุมดินได้อย่างรวดเร็ว
- ข้อดี: เติบโตเร็ว คลุมพื้นที่ได้แน่นสวยงาม ทนต่อการเหยียบย่ำได้ดีเยี่ยม
และทนต่อแสงแดดจัดได้ตลอดวัน การตัดแต่งไม่ยุ่งยาก
- ข้อเสีย: หากขาดน้ำเป็นเวลานานในสภาพอากาศที่ร้อนจัดอาจทำให้หญ้าตายได้ง่าย
จึงต้องการการรดน้ำที่สม่ำเสมอ
- วิธีการปลูก: เหมาะกับดินแทบทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี
นิยมขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนของลำต้นหรือการปูเป็นแผ่น เพราะติดง่ายและโตเร็ว
- วิธีการดูแล: ชอบพื้นที่กลางแจ้ง ต้องการแสงแดดเต็มที่
ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในปริมาณปานกลาง และตัดแต่งทุก 1-2 สัปดาห์
- พื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูก: เป็นหญ้าปลูกหน้าบ้าน ที่ใช้งานได้อเนกประสงค์
เหมาะสำหรับสนามทั่วไป สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือปลูกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน
-
หญ้ามาเลเซีย
หญ้ามาเลเซีย (Tropical Carpet Grass) เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการ ปลูกหญ้า ในพื้นที่ร่ม
มีจุดเด่นที่ใบขนาดใหญ่และสีเขียวสด ทำให้พื้นที่ดูชุ่มชื้น
- ลักษณะ: มีใบกว้างและใหญ่ที่สุดในบรรดาหญ้าปูสนาม สีเขียวเข้มสด ปลายใบแหลม
ลำต้นเป็นข้อปล้องชัดเจน
- ข้อดี: ใบมีความหนาแน่นสูง ช่วยป้องกันวัชพืชไม่ให้ขึ้นแทรกได้ดี
เติบโตได้ดีมากในที่ร่มหรือมีแสงแดดรำไร ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้น
- ข้อเสีย: ไม่ทนทานต่อการเหยียบย่ำอย่างรุนแรง ใต้ใบมีขนอ่อนๆ
ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวที่บอบบางได้
- วิธีการปลูก: นิยมขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอปลูก สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท
แต่จะชอบดินร่วนเป็นพิเศษ
- วิธีการดูแล: ต้องการน้ำในปริมาณมาก แต่ต้องระวังอย่าให้มีน้ำท่วมขัง
ควรปลูกในที่ร่มหรือใต้ชายคาบ้าน หากปลูกกลางแดดต้องรดน้ำบ่อยขึ้น ควรตัดแต่งทุก 10-15 วัน
- พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูก: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ร่มใต้ต้นไม้ใหญ่
หรือบริเวณข้างบ้านที่ไม่ค่อยโดนแดด
-
หญ้าไทเป
หญ้าไทเป (Broadleaf Carpet Grass) หรือที่รู้จักในชื่อหญ้ามาเลเซียแคระ
เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบการตัดหญ้าบ่อยๆ เพราะมีลักษณะเด่นคือใบจะเลื้อยขนานไปกับพื้นดิน
- ลักษณะ: ลักษณะคล้ายหญ้ามาเลเซียแต่มีข้อปล้องที่สั้นและเตี้ยกว่า
ใบจะแผ่ขนานไปกับพื้นดิน ไม่ตั้งชันขึ้นด้านบน
- ข้อดี: ไม่จำเป็นต้องตัดแต่งบ่อยนัก หรือแทบไม่ต้องตัดเลยตลอดอายุการใช้งาน
เมื่อขึ้นเต็มที่จะหนาแน่นมากจนวัชพืชไม่สามารถแทรกขึ้นมาได้
- ข้อเสีย: มีราคาสูงกว่าหญ้าชนิดอื่น
และใช้เวลาค่อนข้างนานในการเจริญเติบโตจนคลุมพื้นที่ทั้งหมด
- วิธีการปลูก: นิยมปลูกแบบแยกต้นปักลงดินทีละกอ สามารถปลูกได้ทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง
และเข้ากันได้ดีกับดินหลายชนิด ยกเว้นดินที่มีความเค็มหรือเปรี้ยวจัด
- วิธีการดูแล: ต้องการน้ำในระดับปานกลาง
แต่ในช่วงแรกของการปลูกหญ้าควรให้น้ำสม่ำเสมอทั้งเช้าและเย็นเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโต
- พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูก:
เหมาะสำหรับลานหน้าบ้านหรือพื้นที่ที่ไม่ต้องการการบำรุงรักษามากนัก
-
หญ้าเบอร์มิวด้า
หญ้าเบอร์มิวด้า (Bermuda Grass) หรือหญ้าแพรก เป็นหญ้าที่มีความแข็งแรงทนทานสูงมาก
สามารถฟื้นตัวจากการเหยียบย่ำได้อย่างรวดเร็ว
- ลักษณะ: ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นดิน ใบมีสีเขียวเข้ม เนื้อสัมผัสค่อนข้างหยาบ
แตกกอได้รวดเร็วและหนาแน่น
- ข้อดี: มีความทนทานสูงมาก สามารถปรับตัวได้ในทุกสภาพแวดล้อม ทนแล้ง ทนการเหยียบย่ำ
และฟื้นตัวได้เร็ว
- ข้อเสีย:
เจริญเติบโตเร็วมากจนอาจรุกรานไปยังพื้นที่อื่นหรือขึ้นแทรกตามรอยแตกของพื้นทางเดิน
ทำให้ต้องควบคุมและตัดแต่งบ่อยครั้ง
- วิธีการปลูก: สามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายทั้งจากการเพาะเมล็ด การใช้ลำต้น หรือราก
เจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด
- วิธีการดูแล: ชอบแสงแดดจัดและต้องการน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ควรตัดแต่งทุก 1-2 สัปดาห์
เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตและรักษารูปลักษณ์ให้สวยงาม
- พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูก: เหมาะสำหรับสนามที่ใช้งานหนัก เช่น สนามกีฬา สนามกอล์ฟ
หรือพื้นที่สาธารณะ
-
หญ้าพาสพาลัม
หญ้าพาสพาลัม (Paspalum Grass) เป็นหญ้าที่ให้สัมผัสนุ่มนวลและมีสีเขียวที่เข้มสด
ทำให้สนามดูสวยงามสบายตาเป็นพิเศษ
- ลักษณะ: ใบมีสีเขียวเข้มสดใสกว่าหญ้าชนิดอื่น ปลายใบมีลักษณะมน ไม่แหลมคม
ให้สัมผัสที่นุ่มนวลเมื่อเดินเท้าเปล่า
- ข้อดี: สีสันสวยงามสบายตา ใบมีความนุ่มนวลสูง
ทนทานต่ออากาศร้อนและสภาพแห้งแล้งได้ดีพอสมควร
- ข้อเสีย: ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำมากนักเนื่องจากใบที่นุ่ม
และอาจมีปัญหาเรื่องแมลงและหนอนรบกวนได้ง่ายกว่าหญ้าชนิดอื่น
- วิธีการปลูก: ปลูกโดยการหว่านส่วนของลำต้นหรือข้อปล้อง
ชอบดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี และยังสามารถทนต่อดินเค็มได้เล็กน้อย
- วิธีการดูแล: ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้หญ้าคงความสมบูรณ์และสีสันสดใส
ต้องหมั่นกำจัดวัชพืช และตัดแต่งทุก 7-10 วัน
- พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูก: เหมาะกับการปลูกหญ้าหน้าบ้าน
ที่เน้นความสวยงามและสัมผัสที่นุ่มนวล เช่น สวนหย่อม หรือสนามที่ไม่เน้นการใช้งานหนัก
ตารางสรุปหญ้าแต่ละสายพันธุ์เหมาะสมพื้นที่แบบใด
|
หญ้าสายพันธุ์ต่าง ๆ
|
พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก
|
|
หญ้าญี่ปุ่น
|
สวนหย่อม พื้นที่โชว์ความสวยงาม ไม่เน้นการเหยียบย่ำ
|
|
หญ้านวลน้อย
|
สนามหญ้าอเนกประสงค์ สนามเด็กเล่น พื้นที่ที่ใช้งานบ่อย ๆ
|
|
หญ้ามาเลเซีย
|
พื้นที่ร่ม ใต้ต้นไม้ หรือข้างตัวบ้านที่ไม่โดนแดดจัด
|
|
หญ้าไทเป
|
พื้นที่ไม่ต้องการตัดหญ้าบ่อย ใช้ปลูกแทนที่วัชพืช
|
|
หญ้าเบอร์มิวด้า
|
พื้นที่ใช้งานหนัก หรือพื้นที่ที่ต้องการการฟื้นตัวเร็ว
|
|
หญ้าพาสพาลัม
|
สนามที่เน้นความสวยงาม เพราะให้สัมผัสที่นุ่ม ไม่เน้นใช้งานหนัก
|
วิธีปลูกหญ้าหน้าบ้านด้วยตัวเองทีละขั้นตอนมีอะไรบ้าง?
การปลูกหญ้าด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ต้องเตรียมการให้ดีและทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง
ก็จะได้สนามหญ้าที่สวยงามและแข็งแรง
-
ขั้นตอนการเตรียมดิน
การเตรียมดินที่ขั้นตอนสำคัญ ที่ช่วยให้หญ้าเติบโตดี แข็งแรง
เพราะดินที่ดีจะช่วยให้รากหญ้าสามารถยึดเกาะและเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
- เคลียร์หน้าดิน: กำจัดหญ้าปลูกหน้าบ้านเดิมออก ถอนวัชพืช นำก้อนหิน
หรือเศษขยะออกจากพื้นที่ให้หมด อาจใช้จอบหรือเสียมในการขุดรากถอนโคนวัชพืชออกไป
- ปรับหน้าดิน: พรวนดินให้ร่วนซุยและปรับระดับหน้าดินให้เรียบเสมอกัน
อาจใช้ทรายหยาบหรือปุ๋ยคอกโรยทับหน้าดินเดิมประมาณ 5-10 ซม. เพื่อช่วยในการระบายน้ำและทำให้ดินโปร่งขึ้น
- เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม: อุปกรณ์พื้นฐานที่ควรมี ได้แก่ จอบ เสียม
คราดสำหรับเกลี่ยดิน สายยางสำหรับรดน้ำ และอาจมีลูกกลิ้งสำหรับบดอัดดินให้แน่น
-
การปูแผ่นหญ้าแบบต่าง ๆ
- การปูหญ้าแบบใช้เมล็ด เป็นวิธีที่ประหยัด แต่ไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย
เพราะนอกจากในช่วงแรก ๆ ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดแล้ว เมล็ดพันธุ์ยังหายาก ต้องนำเข้าเท่านั้น
- การปูหญ้าแบบใช้แผ่นหญ้า (Blok Sodding) เป็นวิธีการปูหญ้าที่สะดวก
รวดเร็วและเห็นผลทันที โดยนำแผ่นหญ้าสำเร็จรูปมาวางเรียงต่อกันให้เต็มพื้นที่ เหมาะกับหญ้านวลน้อย
หญ้าญี่ปุ่น และหญ้ามาเลเซีย
- การปูหญ้าแบบใช้ท่อนหญ้า (Dot Sodding) คือการฉีกแผ่นหญ้าเป็นชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นละประมาณ
2-3 นิ้ว แล้วนำไปกดลงบนดินที่เตรียมไว้ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
วิธีการปลูกแบบนี้เหมาะกับสนามหญ้าขนาดใหญ่และหญ้าที่เลื้อยเร็ว เช่น หญ้านวลน้อย หญ้าเบอร์มิวด้า
หญ้ามาเลเซีย
- การปูหญ้าแบบแยกต้นหรือปักเป็นแถว (Stip Sodding) เป็นการแยกหญ้าเป็นกอเล็กๆ
แล้วนำส่วนลำต้นหรือที่เรียกว่า ไหล (Stolon) ไปปักดำในดินเป็นแถว โดยต้องมีรากหญ้าหนาไม่น้อยกว่า 4
เซนติเมตร โดยปลูกเว้นระยะห่างไม่เกิน 20 เซนติเมตร เพื่อให้หญ้าค่อย ๆ ขยายจนเต็มพื้นที่
- การปูหญ้าด้วยการหว่าน (Stolonizing) เป็นการปูหญ้าโดยนำส่วนลำต้นหรือไหล (Stolon)
มาแช่น้ำให้รากงอก แล้วแบ่งออกจากการเป็นต้น ๆ แล้วหว่านต้นหญ้าที่ทำการแบ่งให้ทั่วพื้นที่
หลังจากนั้นกดรากให้จมลงในดิน แล้วรอให้หญ้าที่หว่านไปขยายให้เต็มสนาม
ที่มา: กรมปกครองส่วนท้องถิ่น
-
เทคนิคการวางและย่ำหญ้าให้ติดกับดิน
หลังจากเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว หากเลือกวิธีปูแบบใช้แผ่นหญ้า ควรเริ่มวางแผ่นหญ้าจากมุมใดมุมหนึ่ง
โดยวางให้ชิดติดกันมากที่สุด ไม่ให้มีช่องว่างระหว่างแผ่น เมื่อปูเสร็จแล้ว
ให้ใช้ลูกกลิ้งที่มีน้ำหนักพอเหมาะกลิ้งทับ หรือใช้แผ่นไม้เรียบๆ วางแล้วใช้เท้าเหยียบย่ำเบาๆ ให้ทั่ว
เพื่อให้รากหญ้าสัมผัสกับดินอย่างแนบสนิทที่สุด ซึ่งจะช่วยให้หญ้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น
-
รดน้ำและดูแลหลังปลูกใน 1-2 สัปดาห์แรก
ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังการ ปลูกหญ้า ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด ควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ
แต่อย่าให้แฉะจนเกินไป แนะนำให้รดน้ำวันละ 2-3 ครั้ง (เช้า-กลางวัน-เย็น) โดยเฉพาะในวันที่แดดจัด
การให้น้ำที่เพียงพอจะช่วยกระตุ้นให้รากงอกใหม่และยึดเกาะกับดินได้เร็วขึ้น
ในช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงการเดินเหยียบย่ำบนสนามหญ้าโดยเด็ดขาด
เคล็ดลับการดูแลรักษาสนามหญ้าให้สวย เขียวชอุ่มมีอะไรบ้าง?
- วิธีรดน้ำ: หลังจากหญ้าตั้งตัวได้แล้ว (ประมาณ 2-3 สัปดาห์)
ให้ลดความถี่ในการรดน้ำลงเหลือวันละ 1 ครั้งในช่วงเช้าก็เพียงพอ ควรรดให้ชุ่มเพื่อให้รากหยั่งลึก
- หมั่นพรวนดินและใส่ปุ๋ย: ควรพรวนดินอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อเพิ่มอากาศในดิน
และใส่ปุ๋ยสูตรที่มีไนโตรเจนสูงทุก 2-3 เดือน เพื่อบำรุงให้ใบหญ้ามีสีเขียวสด
- ตัดแต่งหญ้าให้สวยงาม: ควรตัดหญ้าอย่างสม่ำเสมอตามความยาวที่เหมาะสมของแต่ละสายพันธุ์ (ปกติทุก
1-2 สัปดาห์) การตัดหญ้าเป็นประจำจะช่วยให้หญ้าแตกกอหนาแน่นขึ้น
- การกำจัดวัชพืชและดูแลโรคที่พบบ่อย: ควรรีบถอนวัชพืชทิ้งทันทีที่พบเห็น
เพื่อไม่ให้มาแย่งสารอาหาร และสังเกตอาการของโรคพืช เช่น โรคราสนิม เพื่อหาทางป้องกันแก้ไข
- การป้องกันปัญหาดินยุบ: หากพบว่าดินเริ่มยุบตัวเป็นแอ่ง
ควรนำทรายมาเติมและปรับระดับให้เรียบเสมอกัน เพื่อป้องกันน้ำขังซึ่งเป็นสาเหตุของรากเน่า
การปลูกหญ้าเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยลดอุณหภูมิรอบ ๆ บ้าน ช่วยให้บ้านเย็นลงได้
แต่การปลูกหญ้าหน้าบ้านให้ได้สนามที่เขียวชอุ่ม ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์หญ้าปลูกหน้าบ้าน
ให้เหมาะสมกับสภาพแสงแดดและการใช้งาน รวมถึงการเตรียมดินที่ถูกต้องและการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการรดน้ำ
การตัดแต่ง และการใส่ปุ๋ย หากทำตามขั้นตอนเหล่านี้ ก็จะได้สนามหญ้าที่สวยงามและแข็งแรง
เพื่อพื้นที่พักผ่อนของทุกคนในบ้าน
อ้างอิง จระเข้,
บ้านและสวน