โครงการต่างๆ ที่น่าสนใจ

        โครงการที่เกี่ยวข้อง

          “เริ่มพูด”

          คำที่ต้องการค้นหา

          กำลังประมวลผล ...

          “ไม่ได้รับข้อมูลเสียง”

          ลองใหม่อีกครั้งนะคะ

          ลงชื่อเข้าใช้งาน

          คำแนะนำการซื้ออสังหาริมทรัพย์

          เจาะลึกทุกรายละเอียดการลงทุนอสังหาฯ อย่างเชี่ยวชาญ ได้ที่นี่

          ทำไมนักลงทุนอสังหาฯ ต้องทำความรู้จัก “Yield” วันนี้มีคำตอบ!

          ทำไมนักลงทุนอสังหาฯ ต้องทำความรู้จัก “Yield” วันนี้มีคำตอบ!

          แน่นอนว่าในยุคเศรษฐกิจที่ดูเหมือนยังมีขึ้น มีลง เช่นนี้ กลุ่มนักลงทุนที่หวังอยากแสวงหากำไรจากอสังหาฯ ต่างจำเป็นต้องศึกษาสภาพตลาดอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมไปถึงอัตราผลตอบแทนอย่าง Yield อันเปรียบเสมือนเป็นหัวใจหลักสำคัญที่ทำให้ได้กำไรอย่างที่หวัง โดยไม่ต้องแบบรับภาระที่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต

          Yield คืออะไร สำคัญไฉนต่อการลงทุน

          Yield (ยิลด์) ในที่นี้หมายถึง ผลตอบแทนในการลงทุนปล่อยเช่าคอนโด ซึ่งเป็นหัวใจหลักสำคัญในการลงทุนอสังหาฯ รวมทั้งเปรียบเสมือนเป็นตัวช่วยให้นักลงทุนสามารถกำหนดราคาเช่าสอดคล้องกับสภาพตลาดและทำเลที่ตั้งของโครงการ ทั้งนี้คำจำกัดความของ Yield ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

          1. Rental Yield = อัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า

          เกิดขึ้นจากการคิดคำนวณต้นทุนราคาห้องชุดที่ซื้อและค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งทำให้นักลงทุนรู้ถึงจำนวนผลตอบแทนที่ได้ตลอดปี โดยแบ่งออกเป็น Gross Rental Yield (อัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าเบื้องต้น) Net Rental Yield (อัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าสุทธิ) และ Cash on Cash Rental Yield (อัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าจากเงินสดในรอบปี)

          2. Yield Guarantee = การการันตีผลตอบแทนจกกการปล่อยเช่าโดยผู้ประกอบการ

          ซึ่งเปรียบเสมือนกลยุทธ์ทางการตลาดรูปแบบหนึ่งที่ทางผู้ประกอบการได้กำหนดผลประโยชน์เป็นตัวเลขและเวลาที่ชัดเจน เพื่อคืนให้กับผู้ซื้อหรือนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากการถือครองห้องชุด ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจต่อการลงทุนโครงการดังกล่าว ทั้งนี้รูปแบบของการการันตีผลตอบแทนนี้ มักพบในทำเลที่มีปริมาณความต้องการเช่ามากกว่าซื้ออยู่เอง ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเมืองท่องเที่ยว หรือแหล่งงานขนาดใหญ่ที่มีชาวต่างชาติกระจุกอยู่เป็นจำนวนมาก

          เผยเคล็ด (ไม่) ลับ วิธีการคำนวณ Yield

          ก่อนที่จะลงมือคิดคำนวณผลตอบแทน (Yield) ที่เหล่านักลงทุนทั้งหลายจะได้รับ แนะนำว่าต้องทำความเข้าใจกับประเภทของ Rental Yield ให้อย่างถ่องแท้เสียก่อน เพื่อจะได้เข้าใจความแตกต่างขององค์ประกอบที่คำนวณในแต่ละสูตรดังนี้

          1. Gross Rental Yield (อัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าเบื้องต้น)

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปี
          ราคาอสังหาริมทรัพท์ที่ซื้อมา
          x 100

          ตัวอย่าง :

          ปล่อยเช่าคอนโดอ่อนนุชที่ซื้อมาในราคา 2,500,000 บาท ในราคาค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท โดยคาดว่าผู้เช่าจะอยู่ในสัญญาเช่าตลอดทั้งปีคือ 12 เดือน หรือ 1 ปี ดังนั้นค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับทั้งปีเท่ากับ 15,000 x 12 = 180,000 บาท
          สามารถคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าได้คือ อัตราผลตอบแทนจากการให้เช่า = (180,000 ÷ 2,500,000) x 100 = 7.2% ต่อปี

          ข้อแนะนำ :

          เหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินเย็น ไม่ต้องกู้ซื้อ เนื่องจากในสูตรคำนวณไม่ได้นำค่าใช้จ่ายมาคิดเพื่อหาอัตราของ Yield

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปี
          ราคาอสังหาริมทรัพท์ที่ซื้อมา
          x 100

          ตัวอย่าง :

          ปล่อยเช่าคอนโดอ่อนนุชที่ซื้อมาในราคา 2,500,000 บาท ในราคาค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท โดยคาดว่าผู้เช่าจะอยู่ในสัญญาเช่าตลอดทั้งปีคือ 12 เดือน หรือ 1 ปี ดังนั้นค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับทั้งปีเท่ากับ 15,000 x 12 = 180,000 บาท

          สามารถคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าได้คือ อัตราผลตอบแทนจากการให้เช่า = (180,000 ÷ 2,500,000) x 100 = 7.2% ต่อปี

          ข้อแนะนำ :

          เหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินเย็น ไม่ต้องกู้ซื้อ เนื่องจากในสูตรคำนวณไม่ได้นำค่าใช้จ่ายมาคิดเพื่อหาอัตราของ Yield

          2. Net Rental Yield (อัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าสุทธิ)

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปี
          ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อมา
          x 100

          ตัวอย่าง :

          นักลงทุนซื้อคอนโดย่านรัชดาฯ มาในราคา 3,500,000 บาท จากนั้นให้เช่าในราคา 20,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน แต่นำมาประมาณการค่าเช่าเพียง 10 เดือนเท่านั้น ดังนั้นค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดทั้งปีคือ (20,000 x 10) = 200,000 บาท
          แต่ขณะเดียวกันนักลงทุนมีค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายค่าส่วนกลางให้แก่นิติบุคคลทุกเดือน เดือนละ 3,500 จึงคิดค่าใช้จ่ายนี้ตลอดระยะเวลาทั้ง 12 เดือน (3,500 x 12) = 42,000 บาท

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปีสุทธิ = (200,000 – 42,000) = 158,000 บาท
          Net Rental Yield = (158,000 ÷ 3,500,000) x 100 = 4.51% ต่อปี

          ข้อแนะนำ :

          เหมาะกับนักลงทุนที่ซื้อคอนโดมาลงทุน แต่ต้องเผชิญรายจ่ายเพิ่มเติม เช่นเดียวกับกรณีตัวอย่าง กับค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปี
          ราคาอสังหาริมทรัพท์ที่ซื้อมา
          x 100

          ตัวอย่าง :

          นักลงทุนซื้อคอนโดย่านรัชดาฯ มาในราคา 3,500,000 บาท จากนั้นให้เช่าในราคา 20,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน แต่นำมาประมาณการค่าเช่าเพียง 10 เดือนเท่านั้น ดังนั้นค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดทั้งปีคือ (20,000 x 10) = 200,000 บาท
          แต่ขณะเดียวกันนักลงทุนมีค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายค่าส่วนกลางให้แก่นิติบุคคลทุกเดือน เดือนละ 3,500 จึงคิดค่าใช้จ่ายนี้ตลอดระยะเวลาทั้ง 12 เดือน (3,500 x 12) = 42,000 บาท

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปีสุทธิ = (200,000 – 42,000) = 158,000 บาท
          Net Rental Yield = (158,000 ÷ 3,500,000) x 100 = 4.51% ต่อปี

          ข้อแนะนำ :

          เหมาะกับนักลงทุนที่ซื้อคอนโดมาลงทุน แต่ต้องเผชิญรายจ่ายเพิ่มเติม เช่นเดียวกับกรณีตัวอย่าง กับค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

          3. Cash on Cash Rental Yield (อัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าจากเงินสดในรอบปี)

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปีสุทธิ
          ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อมา
          x 100

          ตัวอย่าง :

          ลงทุนซื้อคอนโดย่านจตุจักรมาในราคา 4,000,000 บาท จากนั้นให้เช่าในราคา 25,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน แต่นำมาประมาณการค่าเช่าเพียง 10 เดือนเท่านั้น ดังนั้นค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดทั้งปีคือ (25,000 x 10) เท่ากับ 250,000 บาท
          แต่ขณะเดียวกันผู้ลงทุนก็มีค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายค่าส่วนกลางให้แก่นิติบุคคลทุกเดือน เดือนละ 2,500 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้ที่เกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้วจึงคิดค่าใช้จ่ายนี้ตลอดระยะเวลาทั้ง 12 เดือน (2,500 x 12) = 30,000 บาท

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปีสุทธิ = (250,000 – 30,000) = 220,000 บาท

          Net Rental Yield = (220,000 ÷ 4,000,000) x 100 = 5.5% ต่อปี

          ข้อแนะนำ :

          เหมาะกับนักลงทุน ที่กู้ซื้อเงินมาเพื่อซื้อคอนโด

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปีสุทธิ
          ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อมา
          x 100

          ตัวอย่าง :

          ลงทุนซื้อคอนโดย่านจตุจักรมาในราคา 4,000,000 บาท จากนั้นให้เช่าในราคา 25,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน แต่นำมาประมาณการค่าเช่าเพียง 10 เดือนเท่านั้น ดังนั้นค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดทั้งปีคือ (25,000 x 10) เท่ากับ 250,000 บาท
          แต่ขณะเดียวกันผู้ลงทุนก็มีค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายค่าส่วนกลางให้แก่นิติบุคคลทุกเดือน เดือนละ 2,500 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้ที่เกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้วจึงคิดค่าใช้จ่ายนี้ตลอดระยะเวลาทั้ง 12 เดือน (2,500 x 12) = 30,000 บาท

          ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปีสุทธิ = (250,000 – 30,000) = 220,000 บาท

          Net Rental Yield = (220,000 ÷ 4,000,000) x 100 = 5.5% ต่อปี

          ข้อแนะนำ :

          เหมาะกับนักลงทุน ที่กู้ซื้อเงินมาเพื่อซื้อคอนโด

          Yield ควรอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ ถึงเรียกว่าเป็นมิตรต่อการลงทุน

          เป็นที่รู้กันดีว่าจำนวนเปอร์เซนต์ของ Yield นั้นยิ่งมาก ย่อมส่งผลดีต่อการลงทุน เนื่องจากนั่นเป็นการบ่งบอกถึงระดับผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้วในวงการลงทุนอสังหาฯ จะเลือกโครงการที่จะลงทุนต้องมีอัตราผลตอบแทน (Yield) อยู่ที่ 6-8% หรือเรียกง่ายๆ ว่าควรสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 2% ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต

          ขณะที่ในกลุ่มนักลงทุนอสังหาฯ ที่ค่อนข้างเชี่ยวชาญกับตลาดปล่อยเช่าคอนโด มักมองระดับผลตอบแทน (Yield) ตั้งแต่ 8% ขึ้นไป เนื่องจากนักลงทุนไม่ต้องควักเงินทุนตัวเอง ในทางกลับกันได้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ เนื่องจากผลตอบแทนที่ได้จะถูกรวมค่าใช้จ่ายไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้แน่นอนว่าโครงการคอนโดที่มีอัตราผลตอบแทนสูง มักอยู่บนทำเลทอง แน่นอนว่านักลงทุนย่อมเผชิญทั้งคู่แข่งและราคาขายห้องชุดค่อนข้างสูง ด้วยเช่นกัน